<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

5 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>

สนุกตื่นเต้นในวันสงกรานต์
ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ
ภูมิต้านทานทุกข์
สงสารเศรษฐกิจไทย
เมื่อลูกกลับมาเที่ยวบ้าน
คำพ่อ คำแม่
รักลูกนะลูกรัก
ขออนุญาตลาพัก
นาฬิกาชีวิต
ชาวพุทธไม่เอาพุทธจรีงหรือ?
พุทธศาสนา
สาเหตุของความเจ็บป่วย
กิจกรรมในวันวิสาขะ
โอปนยิโกธรรม
เดินตามรอยเท้าพ่อ
อย่าให้ทุกข์ทับถมชีวิต
รู้ไว ไขชีวิต
ธรรมเป็นใหญ่
คุณค่าและความเหมาะสม
ที่สุดของความดี
จากใจพ่อ
ธรรมะของอาจารย์
ธรรมะทำให้ชีวิตดีขึ้น
กิเลส - อารมณ์
คนกับคน (2)
คนกับคน (1)
ความกตัญญูกตเวที
สองมือแม่
ข้อคิดที่ดี ๆ
เปิดหัวใจ 3
เปิดหัวใจให้ลูกรู้ (2)
เปิดหัวใจให้ลูกรู้
,มิตรแท้-มิตรเทียม
ชีวิตจะมีความสุข ถ้าทำงานด้วยความสุข
พ่อสอนลูกด้วยธรรมะ
จากลูกสาว ถึงพ่อและแม่






ที่สุดของความดี

                 จากการเขียนไดอารี่ในตอนต้น ๆ ได้เคยกล่าวด้วยความปิติว่า  เห็นหนุ่มสาวสมัยนี้เข้าวัดทำบุญ ฟังพระเทศน์ สวดมนต์ หรือปฏิบัติธรรมมากขึ้น  บางคนไปคนเดียว บางพวกไปเป็นกลุ่มด้วยกิริยาที่สำรวมน่ารัก

                  เมื่อเขียนไดอารี่ที่แฝงด้วยธรรมะหลาย ๆ หน้า และได้อ่านคอมเม้นต์ที่เข้ามาของหลาย ๆ คนแล้ว มีความรู้สึกประทับใจ ในการทำดีหรือต้องการเป็นคนดี  แสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ  สิ่งเหล่านี้แค่คิด ก็ถือว่าเป็นคนดีในระดับหนึ่งที่สมควรได้รับการสรรเสริญแล้ว  ในทางตรงกันข้าม บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละคน  เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เราปลูกไม้ผลอะไร  ก็จะได้กินไม้ผลนั้น"

 ความรู้ที่ดียิ่ง คือ ความรู้ที่รู้ว่าตน "ไม่รู้"

 ความปรารถนาที่ดีเยี่ยม คือ ความปรารถนาให้ "ผู้อื่นดี

 กว่าตน"

 ทั้ง 2 อย่างนี้ คือ  "ความดีที่สุด"  ของความดี

                 ความดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน  เราจึงต้องแข่งขันกันทำความดี  ที่ต้องทำความดีก็เพื่อให้ความดีนั้นปรากฏขึ้น  ถ้าไม่ช่วยกันทำความดีแล้ว  ความชั่วย่อมปรากฏแทนมากยิ่งขึ้นทุกที

                 จิตใจของคนเรานั้นมักจะคิดในทางต่ำอยู่เสมอ  ทำความดีไว้มากมายมักจะไม่ค่อยคิด  แต่เมื่อทำไม่ดีแม้เพียงเรื่องเดียวก็มักจะนำมาคิดอยู่เสมอ ๆ  แล้วความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเดือดเนื้อร้อนใจก็เกิดขึ้นจากการ"คิดสิ่งไม่ดี"นั้น   เช่นเดียวกันกับเมื่อใครมาทำความดีให้เรามากมายเพียงใด  เรามักไม่จำหรือไม่ใส่ใจ  แต่ถ้าเขามาทำไม่ดีกับเราเพียงครั้งเดียว  เราจะโกรธเขาอย่างรุนแรง และบางครั้งก็ไม่ยอมให้อภัยด้วย  คุณงามความดีที่เขาเคยทำไว้นั้นมันหายไปไหนหมด?

                 เวลานอน ควรีจะเป็นเวลาพักผ่อนของกายและใจ  แต่ถ้าใจกลับไปคิดถึงเรื่องที่ไม่ดี  ความวิตกกังวล ความทุกข์เดือดร้อนใจก็เกิดขึ้น  แทนที่ร่ายกายและจิตใจจะได้พักผ่อน กลับไม่ได้พักผ่อน  ทำให้อายุที่สั้นอยู่แล้วกลับยิ่งสั้นลงอีก  โรคประสาท โรคจิตเสื่อม ก็ตามมา  มีอาการซึมเซา ซึมเศร้าเกิดขึ้น หาความสุขกายสบายใจได้ยากเต็มที  ที่เป็นเช่นนี้เพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจชีวิตของตนนั่นเอง

                 การเฝ้าแต่นั่งคิด นอนคิด คิดถึงความผิดพลาด คิดถึงสิ่งที่สูญเสียไป  แล้วก็โทษคนโน้นคนนี้ว่าเป็น"ต้นเหตุ"ของความทุกข์นั้น   หรือโทษคนอื่นไม่ได้ ก็มาคิดโทษตัวเอง  ยิ่งคิดยิ่งทุกข์มากขึ้น  เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ  ทำให้กลายเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาไปเลยก็มี

                 คนส่วนมากมักไม่ห่วงใยหรือสนใจสุขภาพชีวิตของตนเอง  แต่หวังจะให้ลูกหลานหรือคนใกล้ชิดต้องมาสนใจและคอยห่วงใยตนตลอดเวลา  เมื่อไม่ได้ดังใจก็ผิดหวัง  รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ  ประชดประชันชีวิตด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้กายใจของตนทุกข์ร้อนเพิ่มขึ้นอีก

                  สิ่งที่นำความทุกข์มาให้อีกอย่างหนึ่งคือ  เมื่อรับรู้เรื่องใด ๆ เรามักจะใช้ความคิด ความรู้สึกของเรามาตัดสินความถูกผิดของเรื่องราวต่าง ๆ นั้นเสมอ  ซึ่งความยุติธรรมในความรู้สึกของเรากับความรู้สึกของคนอื่นย่อมต่างกัน  และความรู้สึกในทางกฎหมายก็ยิ่งแตกต่างไปอีก

                   ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรใช้ความคิด ความรู้สึกของเราเป็นเครื่องตัดสินว่า คนโน้นผิด หรือคนนี้ถูก  เพราะเมื่อไม่เป็นไปตามความคิดของเราเมื่อใด  ความไม่พอใจ เดือดร้อนใจจะเกิดขึ้นในใจเราทันที

                    การรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จึงมีอิทธิพลต่อความคิดอย่างมาก และความคิดก็มีอิทธิพลต่อความรู้สึกด้วย  ความรู้สึกเป็นทุกข์ วิตกกังวลหรือมีความสุขสบายใจ ย่อมขึ้นอยู่กับการรับรู้  และ"ความคิด"เป็นต้นเหตุทั้งสิ้น

                     คนเรามักยึดติดในความรู้สึกของตนว่า  ตนรู้ดีกว่าคนอื่น หรือคนอื่นเก่งและดีสู้เราไม่ได้  เราเท่านั้นที่รู้ดีกว่า คิดได้ดีกว่า  ด้วยเหตุนี้มักผิดหวังอยู่เสมอ  เพราะความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น  คนอื่นที่เขารู้ดีกว่า คิดได้ดีกว่าเรามีอยู่มากมาย

                     ดังนั้น ความรู้ที่ดีที่สุด คือ การยอมรับว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่"เรายังไม่รู้"ด้วยการยอมรับเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้เกิดการใฝ่รู้ และอยากแสวงหาความรู้เพิ่มขึ้นต่อไปอีก

                      ด้วยความไม่เข้าใจในสภาพธรรมที่ล้อมรอบตัวเรา  เราจึงมักจะยอมจำนนอยู่เสมอ  การยอมรับ กับ การยอมจำนน ต่างกันตรงผลที่ติดตามมา  การยอมรับด้วยความเข้าใจในเหตุผล  ย่อมทำให้จิตใจเบาสบาย  แต่การยอมจำนนนั้น เป้นการฝืนใจรับ มีผลติดตามมาเป็นความทุกข์ของจิตใจ  ทำให้ใจรู้สึกอึดอัด  ไม่พอใจ ไม่แจ่มใส และเกิดโรคทางกายได้ง่ายด้วย  เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการเก็บกดอารมณ์ทุกข์ร้อนหม่นหมองไว้นาน ๆ นั่นเอง

                 ทุก ๆ ชีวิตย่อมมีความทุกข์เสมอ ไม่มากก็น้อย  ทุกชีวิตมีความทุกข์เพราะ"ทุกชีวิตมีปัญหา"  ปัญหาไม่ได้เกิดเพราะการทำงานมากหรือทำงานน้อย  คนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย อาจมีปัญหาชีวิตมากกว่าคนที่ทำงานมาก ๆ ก็ได้   แต่ปัญหาก็มีประโยชน์ เพราะทำให้เกิดปัญญาและเกิดความสำเร็จได้  จึงไม่ควรกลัวปัญหา หรือ หนีปัญหา

                  การปลดเปลื้องความทุกข์ออกจากชีวิตได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยหลักการและเหตุผลจากการศึกษาพุทธธรรม และหลักการในการปฏิบัติธรรม  ตลอดจนรู้วิธีการที่ถูกต้องและเข้าใจถึงกระบวนการต่าง ๆ ของการเคลื่อนไหวไปในนิมิตของกาลเวลาของชีวิตด้วย

                   อีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับการดำเนินชีวิตคือ เมื่อประสบปัญหาต่าง ๆ หรือมีคนกล่าวร้าย ใส่ร้าย  ถ้าเราทำใจให้ยอมรับได้ว่าเป็น "ผล" ของ "เหตุ" ที่เราได้ทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น และด้วยความคิดที่ว่า  ดีเสียอีกที่เราได้ "ใช้หนี้" ให้หมดไป  ด้วยความคิดเช่นนี้ ก็จำทำให้เรามีความอดทนต่อคำกล่าวร้ายนั้น  จะมีความกล้าหาญในการยอมรับเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น  ทำให้เราเข้มแข็งและมีกำลังใจไว้สู้ชีวิตต่อไป

                 ด้วยหลักการที่ว่า ตัวเราไม่ได้ "ดี" เพราะคำสรรเสริญของคนอื่น  และตัวเราก็ไม่ได้ "ชั่ว" เพราะคำนินทาว่าร้ายของใคร  เราจะดีหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเองทั้งสิ้น  นี่เป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในพุทธศาสนา  หากไม่ยอมรับเช่นนี้  ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นกับใจเราตลอดเวลา

                  การเรียนรู้และเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิตดังกล่าวมานี้  เป็นหลักการที่สำคัญยิ่งของการดำเนินชีวิต  สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ให้เบาบางลงหรือหมดไปได้  และไม่ย้อนกลับมาเป็นความทุกข์อีกต่อไป

                   ดังนั้น เพื่อคุ้มครองใจของเราให้เป็นสุข จะต้องฝึกตนให้คิดอยู้เสมอว่า  การทำความดีนั้น ต้องทำดีเพื่อความดี และไม่ควรหวังผลใด ๆ ตอบแทนทั้งสิ้น   ไม่ว่าด้วยลาภ  ด้วยสักการะ หรือด้วยศรัทธา  เหมือนนกที่บินจากไปแล้วไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้ในอากาศ .....

                    นี่คือ   ที่สุดของความดี

ขอขอบคุณ....คณะผู้จัดทำหนังสือ"โครงการพบกันครึ่งทาง"

Posted on Sat 12 May 2007 1:45


 
แอบอิจฉานิดๆๆ...ได้ข่าวว่าปลายเดือนนี้น้องนุ้ยจะได้กลับบ้าน..
ดีใจมากที่สุดคือ.แม่กับพ่อแน่ๆเลย
แม่ก้อยค่ะ   
Thu 17 May 2007 6:31 [29]

สวัสดีค่ะ เพิ่งเคยเข้ามาได้นี้เป็นครั้งแรก อ่านแล้วดีจัง ความดีของตั้มก็คือ ไม่เถียงพ่อแม่ค่ะ ฟังอย่างเดียว
ตั้ม   
Wed 16 May 2007 23:31 [28]

คุณลุงคะ เค้าบอกว่าความชั่วมันทำง่ายกว่าความดีคนเลยทำง่ายขึ้น
เวลาทำดีบางครั้งก็ไม่ได้ดี แต่พอเห็นคนทำชั่วได้ดีก็เลยไม่เชื่อถือในความดีอีกต่อไป นั่นแหละคือปัญหาใช่ไหมคะ
แต่ถ้าเราเชื่อในความดี ความดีนั้นจะไม่ทำร้ายเราใช่ไหมคะคุณลุง

เวลานอนควรจะเป็นเวลาที่พักผ่อนที่สุด แต่บางทีก็ตัดเรื่องทางโลกไม่ได้ซักทีค่ะ
   
Wed 16 May 2007 23:11 [27]

ราตรีสวัสดิ์นะคะคุณพ่อ :)
   
Wed 16 May 2007 22:53 [26]

มาตอบคำถามค่ะคุณพ่อ.. เรื่องนวนิยายนั่น มีขายค่ะ ออยเห็นมีใน amazon.com ค่ะ ส่วนเรื่องแปลเป็นไทยนั้นยังไม่มีค่ะ บางทีออยอาจจะแปล? อิอิ.. คุรพ่อทำให้ออยคิดได้เรื่องนี้นะคะ ขอบคุณมากค่ะที่จุดประกายความคิด ^^
   
Wed 16 May 2007 21:23 [25]

นางฟ้าหมายเลข 44444 บินไปเที่ยวสวรรค์ชั้นไหนมาบ้าง พอเปิดตัวก็มีธรรมะและคติสอนใจดีๆมาอวดเชียว

ขอขอบคุณที่ส่งการ์ดมาอวยพรเนื่องในวันสงกรานต์ พ่อได้เคยเข้าเยี่ยมและฝากข้อความไว้ในไดฯของหนูว่าได้รับการ์ดแล้ว เบอร์มือถือยังใช้เบอร์เดิมหรือเปล่า? ดีใจที่ได้เห็นคอมเม้นต์ของหนูนะจ๊ะ
   
Wed 16 May 2007 19:09 [24]

ทำชั่ว ทำง่ายก็เหมือนมักง่าย สิ่งที่ตามมาก็จะเป็นผลจากความมักง่ายนั้น
ในขณะที่ทำดี ทำยาก แต่หากทำได้ ความสุขใจก็จะบังเกิด
เวลามีเรื่องแย่ๆ เข้ามาในชีวิต
จ๊ะเอ๋จะรู้สึกดีทุกครั้งนะค่ะ ถ้าเราได้ช่วยเหลือคนอื่น หรือนึกถึงเรื่องราวดีๆ ที่เราเคยทำ
อย่างน้อย... ชีวิตเราก็ไม่ได้มีแต่เรื่องแย่ๆ เสมอไป

อ้อ เมื่อตอนปิดเทอม จ๊ะเอ๋หนีไปปลีกวิเวกที่วัดมาค่ะ
มีแม่ชีท่านนึง ท่านบอกไว้ว่า
"โมโหเขาเราร้อน"
จ๊ะเอ๋รู้สึกว่าประโยคนี้ดีมากๆ เลยล่ะค่ะ
เวลาไหนที่รู้สึกตัวว่าเราเริ่มที่จะมีกิเลสเข้าครอบงำ
ให้เอาสติเข้าข่ม
เวลาโมโห ก็ให้คิดว่าโมโหแล้วได้อะไร
เราจะไปโมโหทำไม
โมโหแล้วเรารู้สึกอย่างไร
แล้วสิ่งหรือคนที่เราโมโหรู้สึกอย่างไร
พอเริ่มๆ คิดไปเรื่อยๆ ความโมโหก็ค่อยๆ คลายลง
การให้เวลากับตัวเองมากขึ้น
ให้เวลากับสติ ได้คิดไตร่ตรองเนี่ย ดีจังเลยนะค่ะ^^
นางฟ้าของNUPYNUPY DIARYCLUB หมายเลข 44444   
Wed 16 May 2007 18:40 [23]

เม้นไม่ติด T-T

หนูเม้นไว้ซะยาวยืดเลย เดี่ยวกับปลาหมู

เมเม่ชอบ ลักษณะ นิสับปลากหมูมากค่ะ ตรงเมเม่หมดเลยโดนเฉพราะเรื่องหาเรื่องกินได้เรื่อย ๆ ฮี่ๆๆ

แต่ ตรงความก้างร้าว ไม่ค่อยเท่าไรค่ะเพราะหนูเป็นคนขี้เกรงใจ ถ้าก้าวร้าวขึ้นมาแสดงว่า คนที่โดนเมเม่ก้าวร้าวใส่ คือ คนที่ซวยแห่งปีค่ะ

have a good day na ka คุณพ่อ

เมเม่หนีไป ผันหวานแล้ว แห่ ๆ

บรุ๊งง ๆ ๆ ( เสียงว่ายน้ำ )

^o^
   
Wed 16 May 2007 10:48 [22]

มาขอบคุณคุณพ่อมาก ๆ ค่ะเรื่อง ข้อมูลของปลาหมู

คุณพ่อบอกว่าเหมือนเมเม่ก็ได้ค่ะ ไม่เป็ฯไร เมเม่ชอบ อิอิ
   
Wed 16 May 2007 5:19 [21]

พ่อคะแม่คะ กลับมาแล้วค่า สนุกสนาน ดูหนังจบไปสองเรื่อง อิอิ

คิดถึงนะจ๊ะ ทิง จา
   
Wed 16 May 2007 3:03 [20]

สวัสดีค่ะ
ตอนนี้โรงเรียนเปิดเทอมแล้วต้องไปสอนหนังสือค่ะแต่ก็มีเวลาบ้าง..เปิดไดอ่านบ่อยๆ......
ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงนะคะ จะได้เตรียมตัวไว้ไปเที่ยวกับลูกสาว
แม่ก้อยค่ะ   
Tue 15 May 2007 21:06 [19]

สวัสดีค่ะคุณพ่อคุณแม่น้องนุ้ย

จริงค่ะที่ชีวิตเราย่อมมีความทุกข์แต่ถ้าเราหาทางแก้ไขมัน ทุกปัญหาคงผ่านไปด้วยดี

^___^
   
Tue 15 May 2007 19:24 [18]

สวัสดีตอนบ่ายค่ะ..

ออยแวะมาตอบคำถามของคุ๊พ่อนะคะ

- ขณะนี้ได้เขียนหนังสือลงในนิตยสารอะไรบ้าง?
ตอบ = เคยเขียนบทความลงในคอลัมน์ 'ยารักษาใจ' ลงในนิตยสาร 'ฟาร์มาไทม์' 3-4 ครั้ง ซึ่งตอนนี้ไม่ได้เขียนแล้วค่ะ เพราะสมองกลวงๆ ตอนนี้งานที่ทำก็เป็นนิตยสารค่ะ แต่ไม่ค่อยได้เขียนเอง ส่วนมากเป็นการเรียบเรียงบทความมากกว่าค่ะ

- มีโครงการจะเขียนPOCKET BOOKหรือไม่?
ตอบ = มีค่ะ..

- เมื่อไร?
ตอบ = เมื่อรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ครบองค์และ มีนายทุนหนุนหลังค่ะ

^^
   
Tue 15 May 2007 14:39 [17]

ขอบคุณคุณพ่ออีกครั้งค่ะ งั้นเมเม่ขอสวยเป็นรอง ๆ จากพี่นุ้ย ลูกสาวคนสวยของคุณพ่อนะคะ

วันนี้คุณพ่อทำเมเม่ตัวลอยทั้งวันเลยค่ะ ฮ่า ๆ หนูเพิ่งอัฟไดอารี่ยังไม่เสร็จดี พรุ่งนี้ต้อตื่นดูแล น้องแต่เช้า ไว้หนูจะเข้ามาคุยกับคุณพ่อใหม่นะคะ

รักษาสุขภาพนะคะคุณพ่อ
   
Tue 15 May 2007 11:23 [16]

อ่านแล้วต้องย้อนมองตัวเอง กับคนใกล้ ๆ ตัวเลยค่ะ คุณพ่อ

ปัญหาบางอย่าง แค่นิดเดียว คนบางคนโกรธแบบตัดขาดกันเลย เค้าพยายามทำตัวให้ดีให้เด่นข่มคนอื่น แต่ไม่ลองย้อนดูตัวเค้าเอง ว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ไม่เคยเจอคนอย่างนี้มาก่อนเลย แต่พอเจอก็ทำให้เรามองโลกในแง่ร้ายขึ้นมาบ้าง หลังจากที่มองแต่แง่ดีอย่างเดียวมาตลอดค่ะ

คุณพ่อคะ หลาน ๆ ยังไม่เปิดเทอมค่ะ เพราะหลาน ๆ ยังไม่ปิดเทอมค่ะ อิ อิ คุณพ่องงมั๊ยคะ

หลาน ๆ กำลังจะสอบปลายภาคอาทิตย์หน้านี้แล้วค่ะ หนูคงต้องรบกับลูกอีกตามเคย ให้เค้าอ่านหนังสืออ่ะค่ะ

เดือนหน้าก็ปิดเทอมแล้วค่ะ
  
Tue 15 May 2007 10:13 [15]

ขอบพระคุณคุณพ่อมาก ๆ เลยคะ เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่ควรเอามาเป็นโซ่ห่วง ถ่วงตัวเราให้รู้สึกแย่ตามใช่ไหม๊ค่ะพ่อ ปลงดีกว่า เมเม่จะเตือนเขาเป็นระยะค่ะ ธรรมมะที่เมเม่ กอปปี้ไปจากไดอารี่คุณพ่อ เมเม่เอาไปให้น้องเขา สองครั้งแล้ว

ไม่รู้ได้อ่านรึเปล่า ถามเขาเขาบอกว่าอ่าน ถ้าเขาโกหกก็ไม่เป็นไรใช่ไหม๊คะพ่อ เมเม่เชื่อว่าวันนึงเขาต้องเอามาอ่านแน่นอน

สงสัยเมเม่ต้องปลง และดูเขาห่าง ๆ ก็พอ

คุณพ่อชมเมเม่แบบนี้ เมเม่ยิ้มหน้าบานหน้าจอคอมเพิวเตอร์คนเดียวมา สองนาทีแล้วค่ะ

แล้วคาดว่าจะยังยิ้มค่างอย่างนี้อีกนาน เพราะความปล้มใจ ค่ะ

รู้สึกอยากจะทำความดี อยากเป็นคนดี ให้มาก ๆ กว่าเดิม ^o^

พี่นุ้ยโชคดีที่สุดเลยนะคะ ที่สุดในโลกเลย

   
Tue 15 May 2007 9:41 [14]

ปลื้มใจและภูมิใจแทนคุณพ่อคุณแม่ของน้องเมเม่มากครับ ถ้าท่านทั้งสองได้รู้คงจะสบายใจและหายกังวลในเรื่องของน้องเมเม่ไปได้มากทีเดียว
ส่วนเรื่องที่เล่ามาให้รู้นั้น พ่อว่ามันค่อนข้างบากที่จะทำให้เค้ากลับใจทั้งอารมณ์และความนึกคิด เพราะน้องคนนั้นถูกกิเลสชองของอยากได้ อยากมีครอบงำอยู่ ถึงแม้หนูจะมีจิตใจงามต้องการช่วยน้องคนนั้น แต่น้องคนนั้นอาจคิดและมองหนูในแง่ไม่ดีได้ ถ้าหนูอยากช่วยเอาแค่เตือนกันเล็กๆน้อยๆก็พอ ไม่ต้องคิดอะไรมาก น้องเมเม่ของพ่อทำดีที่สุดแล้ว.
   
Tue 15 May 2007 9:19 [13]

ค่ะพ่อ...ขอบคุณนะค่ะ

เหอๆ...ช่วงนี้งานเยอะค่ะ...แต่อุ๊ก็ไหว

ปล. คิดถึงค่ะ
   
Mon 14 May 2007 17:54 [12]

คุณพ่อค่ะ

เมเม่ภูมิใขในตัวเองจังลยที่ เมื่อปีที่แล้วเมเม่ไม่ขาดสติแล้วทำอะไรแย่ ๆ ลงไป ไม่หลงเชื่อคำยุยงของคนอื่น ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นจิตใจเมเม่ออนแอมาก ๆ เลยค่ะพ่อ

เมเม่อ่านไดอารี่หน่านี้คุณพ่อเมื่องวานแล้วเรื่องราวร้าย ๆ เมื่อปีที่แล้วมันก็ค่อยชัดขึ้น เมเม่คิดว่าถ้าตอนนั้นเมเม่ ทำอะไรที่ไม่ดีลงไป เพราะความเข็บช้ำใจจากคนพวกนั้น วันนี้เมเม่อาจจะไม่มีความสุขและโชคดีอย่างทุกวันนี้ก็ได้

เมเม่เพิ่งสัมผัวได้เวื่อคืนนี้เองว่า การที่เรททำความดี ไม่จำเป้ฯต้องใมห้ใครมาเห็นหรือมารู้ ทำดีเท่าที่เราทำได้ เพาะตัวเราเท่านั้นที่รู้ และ รับผลจากตัวมันเอง

กระจ่างแจ้งเลนค่ะคุณพ่อ

.............................

คุณพ่อคะ ในฐานะที่ไหน ๆ ก็ไหน แล้ว หนูเริ่มติดที่คุยกะคุณพ่อแล้วหล่ะค่ะ หนูขอปรึกษาคุณพ่อเรื่องนึง

มีน้องคนนึงที่นี่ ตอนแรกที่รู้จักกัน เขาชอบคุยกับคนแปลกหน้าในอินเตอร์เนตค่ะ หรือเวปหาคู่นั่นเอง น้องเขาแค่ ยี่สิยต้น ๆ เองนะคะ แต่เขามองหาคนที่เลี้ยงเขาหนือให้ทุกอย่างที่เขาต้องการได้ โดยการมองหาผู้ชานที่อายุมากกว่า และมีฐานะการงานที่ดี หรือเงินดี

ทักวันเขาจะบอกเมเม่ ว่า เขารักคนนั้น และคนนี้และ ก็คนนู้น ชอบทุกคน รักทุกคน และพาผุ้ชานสูงวัยเหล่านั้นมาหาน้องคนนี้ น้องเขาก็ไปกับผุ้ชายเหล่านั้น ค่ะ และแลกด้วยการ บอกให้ ผุ้ชายเหล่านั้น ซื้อนู่น ซื้อนี่ให้ เขา และ น้องเขาก็ได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ

เมเม่เคยบอกเขาว่าทำไม อยากได้อะไร ไม่ขวนขวายหาเอง คนเราต้องคิดที่จะพึ่งตัวเองก่อนที่จะเพิ่งคนอื่น ทำไมคิดแต่ว่ารอให้คนนั้นคนนี้มาดูแล เขาก็ฟังแต่ไม่พูดอะไร ได้แต่ตอบเมเม่ว่า ค่ะ ๆ


เมเม่เคยบอกเขาว่า คบใครก็ไม่ว่าแต่ขอให้ ให้เกียตริตัวเอง รักตัวเองมาก ๆ เขาก็บอกว่า เขาทำไปก็เรพาะชอบคนเหล่านั้น ไม่ใช่แค่อยากได้ของ และตอนนี้เขาก็คบกับคน ๆ นึง แก่กว่าเขาประมาณ 24 ปี่ สองรอบพอดี และเขาก็บอกหนูอีกครั้งว่าเขารักคน ๆ นี้ โดยที่คุยผ่านอินเตอร์เนต และ โทศัพท์ และเจอกัน สองครั้ง

เมเม่ เป็นห่วงค่ะ เมเม่เคยถามน้องเขาว่า " รักเขา หรือว่า ต้องรักเขา " เพื่อนให้ได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ เขาก็บอกมเมเม่ว่า รัก ซิทำไม เมเม่ไม่เข้าใจเขา แล้ววันนึง ก็มา บ่นกับเมเม่ว่า ถ้าผู้ชายคนนั้นทิ้งจะทำยังไง ดี มาปรึกษาเมเม่

เมเม่ก็บอกว่า จะทำยังไง ก็ดูแลตัวเองซิ เรามีมือมีสมอง ทำไมถึงคิดว่า ถ้าขาดคนพวกนี้แล้วจะทำอะไรมได้อ่ะ เหมือนน้องเขาเคือง ๆ เมเม่ ไม่พูดเรื่องนี้อีกเลย

เมเม่ พูดมากไม่ได้ เพราะไม่อยากให้น้องเขาคิดว่า เมเม่อิจฉาเขา แต่จะไม่สอนไม่เตือนก็ไม่ได้อีก เพราะเขาก็เหมือน น้องสาวคนนึง

เมเม่จะทำยังไงดีค่ะคุณพ่อ หรือเมเม่ควรจะปล่อยไปตามทางของเขา ดี
   
Mon 14 May 2007 10:41 [11]

เข้ามาอ่านกี่ครั้งก็ไม่เคยผิดหวังเลยนะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
   
Sun 13 May 2007 21:18 [10]

สวัสดีค่ะคุณพ่อ..
วันนี้คุณพ่อเขียนยาวมาก..
ทำให้หนูได้คิดอะรัยหลายๆอย่าง...
ขอบคุณน่ะค่ะคุณพ่อที่ข้อคิดดีมานำเสนอบ่อยๆครั้ง..โดยไม่ต้องไปแสวงไปหาอ่านจากที่อื่น..รออ่านจากคุณพ่อ...รักษาสุขภาพด้วยน่ะค่ะคุณพ่อและก็คุณแม่ด้วย
   
Sun 13 May 2007 18:36 [9]

มิวอ่านไดคุณลุงทีไร รู้สึกว่ามันโล่งใจได้ทุกทีอ่ะคะ
คนเราคิดเองทำเองตอบเอง ทุกข์เองจริง ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นเส้นพอดีอยู่ตรงกลางเลยตัดสินด้วยตัวเองตลอดเลย มิวเป็นบ่อยค่ะ
   
Sun 13 May 2007 2:10 [8]

พ่อคะ...การที่เรารู้ตัวเราดีว่า เราคิดดี ทำดี ปฏิบัติดี...ก็ทำให้ใจและกายสบายนะคะพ่อ...เพราะต่อให้มีคนมาให้ร้ายติฉินนินทา ก็ไม่อาจทำให้ใจเราเป็นทุกข์ หรือแม้แต่ คนมาสรรเสริญเยินยอ ก็ไม่อาจทำให้เราหลงลืมตัวตนที่แท้จริงไปได้

อย่างที่พ่อพร่ำสอนนุ้ยเสมอว่า "ดีชั่วอยู่ที่ตัวเราเอง" นี้คือความจริงที่พิสูจน์ได้อย่างชัดแจ้ง...

พ่อคะ ทุกคำสอนของพ่อ ค่อยๆ ปรากฏชัดในความคิดเวลาที่นุ้ยอยู่เฉยๆ คิดตามแล้วก็ทำให้ดำเนินชีวิตไปได้อย่างดี...ขอบคุณมากค่ะพ่อ

รักและคิดถึงพ่อกับแม่มากที่สุดในโลกนะคะ

ฝันดีค่ะ
   
Sun 13 May 2007 1:30 [7]

พ่อค่า

ช่วงนี้อุ๊เครียงานไปบ้างแล้ว...โล่งขึ้นเยอะ...เลยได้แวะมาเยื่ยมไดพ่อบ้าง

ไดพ่อเนี้ยอ่านทีไรสุขใจทุกทีค่ะ
ขอบคุณน่ะค่ะ

ปล.อุ๊มีกำลังใจขึ้นเยอะ..แล้วก็เข้มแข็งขึ้นมากค่ะ
   
Sat 12 May 2007 22:41 [6]

ขอบคุณค่ะพ่อ ที่ไปแนะนำให้ปลง

ปัทปลงแล้วค่ะพ่อ ปลงกับความอยากมีอยากได้ ตอนนี้โหยหาแต่ความพอเพียงค่ะ

ที่เครียดอยู่เนื่องจากภาระทั้งหลายที่เข้ามากดดัน ความต้องการทดแทนคุณบิดรมารดาก้อเป็นความกดดัน ที่ทำให้ท่านไม่ได้สักที

ก่อนที่จะปลงในชีวิตได้ ปัทใช้ชีวิตแบบสุรุ่ยสุร่าย ไม่รู้จักพอ ช่วงนั้นเงินทองหาง่ายค่ะ เลยหลงระเริงกับกิเลสที่เข้ามาครอบงำ พอตอนนี้เงินทองหาไม่ได้ (หาไม่ได้เลยนะคะ ไม่ใช่หาไม่ค่อยจะได้ เหอ ๆๆ) เลยทำให้เครียดหนัก

คาดว่าผ่านพ้นวิกฤตหนี้สินเมื่อไหร่ คงพอกันทีกับความอยากมีอยากได้ สู้เอาเงินส่วนนี้มาบำรุงบำเรอความสุขให้พ่อแม่ดีกว่าคะ

ปล ไม่มีความรักใดที่ให้ลูกได้ทุกวินาทีอย่างพ่อแม่อีกแล้ว
เด็กเอ๋ยจำไว้เถิด ยิ่งเรารำคาญความห่วงใยและความปราถนาดีของพ่อแม่เพียงใด เมื่อเวลาผ่านพ้นไป เมื่อเจ้าได้สำนึก ความรำคาญเช่นนั้นจะกลับมาทิ่มแทงหัวใจให้เจ้าได้บอบช้ำระทมทุกข์กว่าอื่นใด
(ปล อันนี้คิดได้เองค่ะ ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร จากประสบการณ์โดยตรงของชีวิตปัท

ซึ่งปัทเคยรำคาญความห่วงใยของพ่อแม่ ตา ยาย พี่สาว น้าสาว ที่มีให้กับปัท แต่พอตอนนี้สำนึกได้ เจ็บช้ำเหลือเกินค่ะ)
   
Sat 12 May 2007 17:06 [5]

:)

"ดังนั้น ความรู้ที่ดีที่สุด คือ การยอมรับว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่"เรายังไม่รู้"ด้วยการยอมรับเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้เกิดการใฝ่รู้ และอยากแสวงหาความรู้เพิ่มขึ้นต่อไปอีก"

- เห็นด้วยกับย่อหน้านี้ค่ะ -


แต่หลายๆ คนมักทำตัวเป็น "ชาล้นถ้วย" มีความจริงหลายอย่างที่เรายังไม่รู้มากมายเหลือเกิน ที่บางทีความคิดของเราก็ไม่คาดคิดไปถึงจุดนั้นเลยด้วยซ้ำ.. โดยเฉพาะเรื่องของจิตใจ..

วิวัฒนาการของโลกทุกวันนี้รุดหน้าก้าวล้ำนำจิตใจไปเยอะมาก วิทยาศาสตร์สอนให้คนเรารู้จักคิดค้น หาเหตุหาผลเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่างๆมากมายที่เกิดขึ้นบนโลก มีคำตอบมากมายให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกรอบๆตัวเรา แต่กลับทิ้งปริศนาให้กับสิ่งที่เป็นอยู่ข้างในจิตใจ แท้จริงแล้ว.. ความสุข เป็นเช่นไร?

คงจะดีไม่น้อยถ้าความสุขนั้นเกิดขึ้นในใจเราได้โดยตลอด.. ได้โดยไม่ต้องบังคับหรือทำร้ายใครเพื่อให้ได้มา..


ยิ่งโลกหมุนเร็วเท่าไร ก็ยิ่งพัดพาตัวเราออกจากแกนกลางความดีงาม ตรงกลางกลวงโบ๋ ไร้แก่นสารน ขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจกันเยอะแยะมากกมาย.. อนิจจา เกิดจากความไม่รู้




ปล. เพลงที่คุณพ่อได้ยินในไดอารี่ออย เป็นเสียงออยเองนะคะ อิอิ..
   
Sat 12 May 2007 13:24 [4]

ขอบพระคุณคุณพ่อมากนะคะ กลอนน่ารักมา ๆ เลย " ตอนปากจู๋ ก็เหมือนลูกหมูไงค่ะ " แห่ ๆ

กลอยคุณพ่อทำให้เมเม่ประทับใจมาก ๆ เลยค่ะ คุณพ่อใจดีที่สุด มเมเท่องได้แล้ว เดี๋ยวจะโทรไปเล่าให้คุณพ่อเมเม่ฟังแล้ว ค่ะ ฮี่ๆ

และก็ขอบคุณธรรมะจากคุณพ่อวันนี้อีกครั้งนะคะ วันนี้เมเม่ปล่อยให้ความโกรธ ควบคุมจิตใจอีกแล้ว ตอนพยายามทำใจเย็น และคิดถึงเหตและผล อ๊ะ เปิดไดอารี่ดีกว่า มาเจอ กลอนคุณพ่อ เมเม่หายเลย ยิ้มหน้าบานเป็น จานดาวเทียมเลยค่ะ ^0^

พออ่านมาถึงตรงที่ว่า " ความโกรธเพียงครั้งเดียวกลับทำให้ลืมความดีที่สร้างมา " เตือนสติให้เมเม่ได้หยุด เหมือนเบรครถ ดังเอี๊ยด เลยค่ะ

โอว เรากำลังโกรธ และ กำลัง ใช้อารมณ์มากกว่าเหตผลที่ควรจะมีนี่นา ใจเย็นลงได้อย่างมหัสจรรย์และก็ไม่รุ้สึกว่าโกรธแล้วค่ะ

ขอบคุณคุณพ่อมาก ๆ นะคะ คุณพ่อน่ารักใจดีแบบนี้ ความดีต้องส่งผลไปถึงคุณแม่ และก็ พี่นุ้น รวมท้งครอบครัว คุณพ่อ มากมายเลยค่ะ

มีความสุขมาก ๆ นะคะ ^-^





   
Sat 12 May 2007 12:45 [3]

เยี่ยมเลย..คำสอนที่ดีๆๆ..ทำดีย่อมไม่หวังผลตอบแทน..แต่เชื่อว่า..ผลดีนั้นจะได้ตอบแทนมากมาย.อย่างแรกก็ได้สุขใจแล้ว
แม่ก้อยค่ะ   
Sat 12 May 2007 8:46 [2]

ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี
   
Sat 12 May 2007 1:51 [1]


 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง