ที่สุดของความดี
จากการเขียนไดอารี่ในตอนต้น ๆ ได้เคยกล่าวด้วยความปิติว่า เห็นหนุ่มสาวสมัยนี้เข้าวัดทำบุญ ฟังพระเทศน์ สวดมนต์ หรือปฏิบัติธรรมมากขึ้น บางคนไปคนเดียว บางพวกไปเป็นกลุ่มด้วยกิริยาที่สำรวมน่ารัก
เมื่อเขียนไดอารี่ที่แฝงด้วยธรรมะหลาย ๆ หน้า และได้อ่านคอมเม้นต์ที่เข้ามาของหลาย ๆ คนแล้ว มีความรู้สึกประทับใจ ในการทำดีหรือต้องการเป็นคนดี แสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สิ่งเหล่านี้แค่คิด ก็ถือว่าเป็นคนดีในระดับหนึ่งที่สมควรได้รับการสรรเสริญแล้ว ในทางตรงกันข้าม บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ขึ้นอยู่กับบุญบารมีของแต่ละคน เหมือนคำกล่าวที่ว่า "เราปลูกไม้ผลอะไร ก็จะได้กินไม้ผลนั้น"
ความรู้ที่ดียิ่ง คือ ความรู้ที่รู้ว่าตน "ไม่รู้"
ความปรารถนาที่ดีเยี่ยม คือ ความปรารถนาให้ "ผู้อื่นดี
กว่าตน"
ทั้ง 2 อย่างนี้ คือ "ความดีที่สุด" ของความดี
ความดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน เราจึงต้องแข่งขันกันทำความดี ที่ต้องทำความดีก็เพื่อให้ความดีนั้นปรากฏขึ้น ถ้าไม่ช่วยกันทำความดีแล้ว ความชั่วย่อมปรากฏแทนมากยิ่งขึ้นทุกที
จิตใจของคนเรานั้นมักจะคิดในทางต่ำอยู่เสมอ ทำความดีไว้มากมายมักจะไม่ค่อยคิด แต่เมื่อทำไม่ดีแม้เพียงเรื่องเดียวก็มักจะนำมาคิดอยู่เสมอ ๆ แล้วความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเดือดเนื้อร้อนใจก็เกิดขึ้นจากการ"คิดสิ่งไม่ดี"นั้น เช่นเดียวกันกับเมื่อใครมาทำความดีให้เรามากมายเพียงใด เรามักไม่จำหรือไม่ใส่ใจ แต่ถ้าเขามาทำไม่ดีกับเราเพียงครั้งเดียว เราจะโกรธเขาอย่างรุนแรง และบางครั้งก็ไม่ยอมให้อภัยด้วย คุณงามความดีที่เขาเคยทำไว้นั้นมันหายไปไหนหมด?
เวลานอน ควรีจะเป็นเวลาพักผ่อนของกายและใจ แต่ถ้าใจกลับไปคิดถึงเรื่องที่ไม่ดี ความวิตกกังวล ความทุกข์เดือดร้อนใจก็เกิดขึ้น แทนที่ร่ายกายและจิตใจจะได้พักผ่อน กลับไม่ได้พักผ่อน ทำให้อายุที่สั้นอยู่แล้วกลับยิ่งสั้นลงอีก โรคประสาท โรคจิตเสื่อม ก็ตามมา มีอาการซึมเซา ซึมเศร้าเกิดขึ้น หาความสุขกายสบายใจได้ยากเต็มที ที่เป็นเช่นนี้เพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจชีวิตของตนนั่นเอง
การเฝ้าแต่นั่งคิด นอนคิด คิดถึงความผิดพลาด คิดถึงสิ่งที่สูญเสียไป แล้วก็โทษคนโน้นคนนี้ว่าเป็น"ต้นเหตุ"ของความทุกข์นั้น หรือโทษคนอื่นไม่ได้ ก็มาคิดโทษตัวเอง ยิ่งคิดยิ่งทุกข์มากขึ้น เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำให้กลายเป็นมนุษย์เจ้าปัญหาไปเลยก็มี
คนส่วนมากมักไม่ห่วงใยหรือสนใจสุขภาพชีวิตของตนเอง แต่หวังจะให้ลูกหลานหรือคนใกล้ชิดต้องมาสนใจและคอยห่วงใยตนตลอดเวลา เมื่อไม่ได้ดังใจก็ผิดหวัง รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ประชดประชันชีวิตด้วยวิธีต่าง ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ ทำให้กายใจของตนทุกข์ร้อนเพิ่มขึ้นอีก
สิ่งที่นำความทุกข์มาให้อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อรับรู้เรื่องใด ๆ เรามักจะใช้ความคิด ความรู้สึกของเรามาตัดสินความถูกผิดของเรื่องราวต่าง ๆ นั้นเสมอ ซึ่งความยุติธรรมในความรู้สึกของเรากับความรู้สึกของคนอื่นย่อมต่างกัน และความรู้สึกในทางกฎหมายก็ยิ่งแตกต่างไปอีก
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรใช้ความคิด ความรู้สึกของเราเป็นเครื่องตัดสินว่า คนโน้นผิด หรือคนนี้ถูก เพราะเมื่อไม่เป็นไปตามความคิดของเราเมื่อใด ความไม่พอใจ เดือดร้อนใจจะเกิดขึ้นในใจเราทันที
การรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ จึงมีอิทธิพลต่อความคิดอย่างมาก และความคิดก็มีอิทธิพลต่อความรู้สึกด้วย ความรู้สึกเป็นทุกข์ วิตกกังวลหรือมีความสุขสบายใจ ย่อมขึ้นอยู่กับการรับรู้ และ"ความคิด"เป็นต้นเหตุทั้งสิ้น
คนเรามักยึดติดในความรู้สึกของตนว่า ตนรู้ดีกว่าคนอื่น หรือคนอื่นเก่งและดีสู้เราไม่ได้ เราเท่านั้นที่รู้ดีกว่า คิดได้ดีกว่า ด้วยเหตุนี้มักผิดหวังอยู่เสมอ เพราะความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น คนอื่นที่เขารู้ดีกว่า คิดได้ดีกว่าเรามีอยู่มากมาย
ดังนั้น ความรู้ที่ดีที่สุด คือ การยอมรับว่ายังมีเรื่องอีกมากมายที่"เรายังไม่รู้"ด้วยการยอมรับเช่นนี้จึงเป็นเหตุให้เกิดการใฝ่รู้ และอยากแสวงหาความรู้เพิ่มขึ้นต่อไปอีก
ด้วยความไม่เข้าใจในสภาพธรรมที่ล้อมรอบตัวเรา เราจึงมักจะยอมจำนนอยู่เสมอ การยอมรับ กับ การยอมจำนน ต่างกันตรงผลที่ติดตามมา การยอมรับด้วยความเข้าใจในเหตุผล ย่อมทำให้จิตใจเบาสบาย แต่การยอมจำนนนั้น เป้นการฝืนใจรับ มีผลติดตามมาเป็นความทุกข์ของจิตใจ ทำให้ใจรู้สึกอึดอัด ไม่พอใจ ไม่แจ่มใส และเกิดโรคทางกายได้ง่ายด้วย เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากการเก็บกดอารมณ์ทุกข์ร้อนหม่นหมองไว้นาน ๆ นั่นเอง
ทุก ๆ ชีวิตย่อมมีความทุกข์เสมอ ไม่มากก็น้อย ทุกชีวิตมีความทุกข์เพราะ"ทุกชีวิตมีปัญหา" ปัญหาไม่ได้เกิดเพราะการทำงานมากหรือทำงานน้อย คนอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไรเลย อาจมีปัญหาชีวิตมากกว่าคนที่ทำงานมาก ๆ ก็ได้ แต่ปัญหาก็มีประโยชน์ เพราะทำให้เกิดปัญญาและเกิดความสำเร็จได้ จึงไม่ควรกลัวปัญหา หรือ หนีปัญหา
การปลดเปลื้องความทุกข์ออกจากชีวิตได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องอาศัยหลักการและเหตุผลจากการศึกษาพุทธธรรม และหลักการในการปฏิบัติธรรม ตลอดจนรู้วิธีการที่ถูกต้องและเข้าใจถึงกระบวนการต่าง ๆ ของการเคลื่อนไหวไปในนิมิตของกาลเวลาของชีวิตด้วย
อีกอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับการดำเนินชีวิตคือ เมื่อประสบปัญหาต่าง ๆ หรือมีคนกล่าวร้าย ใส่ร้าย ถ้าเราทำใจให้ยอมรับได้ว่าเป็น "ผล" ของ "เหตุ" ที่เราได้ทำไว้ในอดีตทั้งสิ้น และด้วยความคิดที่ว่า ดีเสียอีกที่เราได้ "ใช้หนี้" ให้หมดไป ด้วยความคิดเช่นนี้ ก็จำทำให้เรามีความอดทนต่อคำกล่าวร้ายนั้น จะมีความกล้าหาญในการยอมรับเรื่องราวต่าง ๆ มากขึ้น ทำให้เราเข้มแข็งและมีกำลังใจไว้สู้ชีวิตต่อไป
ด้วยหลักการที่ว่า ตัวเราไม่ได้ "ดี" เพราะคำสรรเสริญของคนอื่น และตัวเราก็ไม่ได้ "ชั่ว" เพราะคำนินทาว่าร้ายของใคร เราจะดีหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเองทั้งสิ้น นี่เป็นหลักการที่สำคัญยิ่งในพุทธศาสนา หากไม่ยอมรับเช่นนี้ ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นกับใจเราตลอดเวลา
การเรียนรู้และเข้าถึงความจริงเกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิตดังกล่าวมานี้ เป็นหลักการที่สำคัญยิ่งของการดำเนินชีวิต สามารถปลดเปลื้องความทุกข์ให้เบาบางลงหรือหมดไปได้ และไม่ย้อนกลับมาเป็นความทุกข์อีกต่อไป
ดังนั้น เพื่อคุ้มครองใจของเราให้เป็นสุข จะต้องฝึกตนให้คิดอยู้เสมอว่า การทำความดีนั้น ต้องทำดีเพื่อความดี และไม่ควรหวังผลใด ๆ ตอบแทนทั้งสิ้น ไม่ว่าด้วยลาภ ด้วยสักการะ หรือด้วยศรัทธา เหมือนนกที่บินจากไปแล้วไม่เหลือร่องรอยทิ้งไว้ในอากาศ .....
นี่คือ ที่สุดของความดี
ขอขอบคุณ....คณะผู้จัดทำหนังสือ"โครงการพบกันครึ่งทาง" |