คุณค่าและความเหมาะสม
สิ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตคนก็คือ ความคิดของตนเอง เพราะความสำเร็จ ความล้มเหลว ความเจริญ ความเสื่อม ความได้ ความเสีย ความสุข ความทุกข์ ย่อมเกิดจากความคิดของตนเป็น "ตัวการ" ทั้งสิ้น
ความเป็นอยู่ของคนจะมีความสุขสมบูรณ์ ต้องมีส่วนประกอบของชีวิต 4 อย่าง คือ ทรัพย์ เกียรติ ความสุขใจ และไมตรีจิต ใน 4 อย่างนี้จะต้องมีในปริมาณที่ใกล้เคียงกันด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คิดหาทรัพย์อย่างเดียว หรือเห็นแต่ความสำคัญของทรัพย์อย่างเดียว
"ทรัพย์" มีประโยชน์ให้เกิดความสะดวก ควรมีจำนวนพอสมควรแก่ฐานะและภาวะของตน ไม่มากหรือน้อยเกินไป มีมากเกินไปก็เป็นภาระหนักในการบริหาร อาจนำอันตรายให้แก่ชีวิตได้ทุกเวลา หากน้อยเกินไป ก็ไม่พอที่จะอำนวยความสะดวกในการเป็นอยู่ และทรัพย์ที่ได้มาต้องเป็นทรัพย์ที่ได้มาด้วยความชอบธรรมด้วย
"เกียรติ" คือชื่อเสียงที่เขาเชื่อถือและยอมรับว่าเป็นคนดี เป็นเครื่องค้ำประกันตัวเองในสังคม ได้รับความไว้วางใจทำให้คนอื่นมองตนในแง่ดี เพราะคนต้องอยู่กับคนด้วยกัน และจะอยู่ด้วยกันได้ดีก็สืบเนื่องจากความเชื่อถือไว้วางใจกัน ผู้ที่คนทั้งหลายไม่เชื่อถือ ไม่ไว้วางใจกันย่อมหมดความหมายในการเป็น "คน" โดยประการทั้งปวง
"ความสุขใจ" ก่อให้เกิดความสดชื่น เป็นพลังแห่งความมั่นคง ยั่งยืน และคงทนอย่างมหาศาล ไม่มีสิ่งใดที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตให้สมบูรณ์ได้เท่าความสุขใจ ถ้าไม่มีความสุขใจ ชีวิตก็อยู่ได้อย่างลำบากเต็มที เหมือนร่างกายที่ขาดอาหาร รอวันที่เจ็บรอวันที่ตายเท่านั้น
"ไมตรี" คือ ความรักความปรารถนาดีจากคนอื่น ก่อให้เกิดความราบรื่น เพราะที่อยู่ของคน คือ ที่ที่มีคนรัก ที่สะดวกปลอดภัยของคนก็คือ ที่ที่มีคนรัก คนที่มีคนรักคนปรารถนาดี จะอยู่ที่ไหนก็สะดวกสบาย จะทำอะไรก็สำเร็จได้ง่ายทุกอย่าง
ส่วนประกอบของชีวิตคนทั้ง 4 ประการนี้ เป็นคุณ๊สมบัติที่ทุกคนต้องมีในปริมาณที่สมดุลกัน จึงจะมีผลดีต่อชีวิตตนสมความมุ่งหมาย ถ้ามีอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยเกินไป นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังกลับเป็นอันตรายอีกด้วย
ทุกวันนี้ ปัญหาของคนเกิดจากมีส่วนประกอบของชีวิตที่ไม่สมดุลกัน คือแทบทุกคนมุ่งหาแต่ "ทรัพย์" อย่างเดียว ได้มากเท่าไรก็ยิ่งพอใจเท่านั้น ใครจะดูหมิ่นเหยียดหยามเกลียดชังตนประการใด หรือว่าตนอย่างไร ก็ไม่วิตกกังวลหรือให้ความสนใจ ขอเพียงให้ได้เงินมาเพื่อสนองความต้องการของตนก็แล้วกัน ซึ่งเป็นการนำชีวิตของตนไปสู่รูปแบบของ "ความเห็นแก่ตัว" มากขึ้นทุกที และตนเองก็มีปัญหาไม่รู้จักหมดสิ้น ซ้ำยังสร้างความขัดแย้ง ความแตกแยกในสังคมให้เกิดขึ้นด้วย
ชีวิตของเราทุกคนย่อมพบปัญหาตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ เวลาหลับเท่านั้นจึงจะไม่พบปัญหา แต่เกือบทุกคนไม่ยอมแปญหาของตนเอง สร้างปัญหาขึ้นมาแล้ว ก็วิ่งไปให้คนอื่นแก้ ถ้าเราไม่พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง จะไปให้คนอื่นแก้ปัญหา มัจะยุติปัญหาไม่ได้ เหมือนเราหิวข้าว จะให้คนอื่นมากินแทนย่อมไม่ได้
ปัญหาที่เราผูกขึ้น เราก็ต้องแก้เอง ความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า เรามีเครื่องมือแก้ปัญหาหรือไม่? เครื่องมือในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ได้ผลอย่างเด็ดขาดและแน่นอนก็คือ "หลักธรรม" ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ในหลักธรรมของพระพุทธองค์จะมีหลักการและวิธีการแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยความแยบคายทั้งสิ้น
สมมุติว่าเจอปัญหา "เงินเดือนไม่พอใช้" วิธีการแก้คือนำหลักธรรมมาใช้ "มี" เท่าไรก็ "ใช้" เท่านั้น
มีพันบาทก็ใช้พันบาท มีสองพันบาทก็ใช้สองพันบาท ค่าครองชีพก็ไม่เป็นปัญหา ของแพงก็ไม่เป็นปัญหา ส่วนมากจะเห็นว่าปัญหาค่าครองชีพเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เพราะไปคิดว่า "อะไร ๆ มันก็จำเป็นไปหมด" เมื่อเห็นว่าทุกอย่างมันจำเป็นไปหมด แล้วจะต้องหาเงินเท่าไรมันถึงจะพอ ถ้าให้มีความคิดที่จะ "พอ" เสียบ้าง ปัญหาเงินเดือนไม่พอใช้ก็จะลดลง เพราะปัญหามาจากเหตุที่ว่า "ความมี" ก็ไม่พอ "ความพอ" ก็ไม่มีนี่แหละ
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยึดถือหลักธรรมในความรู้จักพอเสียบ้างมาเป็นแนวปฏิบัติ จะพบมุมสว่างได้ด้วยหลักของ "ความพอดี" มาใช้แก้ปัญหา ถ้าไม่มีหลักธรรมนี้แล้ว ยิ่งจมลึกลงไปทุกที เหมือนรถยนต์ที่ติดหล่ม ถ้าไม่มีเครื่องช่วยยกแล้ว ล้อยิ่งหมุนมากเท่าไรก็ยิ่งจมลึกลงไปทุกที ๆ เช่นเดียวกับเมื่อจมอยู่ในปัญหา ถ้าไม่มี "ธรรมะ" มาช่วยให้พ้นปัญหาแล้ว วนไปวนมาก็ยิ่งจมลึกลงไปทุกที ปัญหาในทุกวันนี้สืบเนื่องจากเรื่องที่คนไม่ได้ "หากิน" และไม่ได้ "อยู่" ตามแบบหลักธรรม ด้วยเหตุนี้จึงสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายให้แก่กันและกันอยู่ทั้ว ๆ ไป ฉะนั้น การศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิตที่ดีจึงแยกจากศาสนาไม่ได้ ความจริงทั้งสองอย่างนี้ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันก็คือ เป็นเรื่องของการ "สร้างคน" ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยกัน เพราะการศึกษาเป็น "วิธีการสร้าง" ศาสนาเป็น "หลักการสร้าง" วิธีการและหลักการต้องอยู่ด้วยกันเพราะอำนวยประโยชน์ด้วยกัน และต้องปรับพื้นฐานของชีวิตให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยหลักธรรม 4 ประการ คือ หน้าที่ ความดี เหตุผล และความจริง
คุณค่าของคนขึ้นอยู่ด้วยการตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาคนส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่ "อยากรับ" หน้าที่ และพยายามทุกทางเพื่อให้ได้ตำแหน่งหน้าที่มา แต่เมื่อได้มาแล้วก็ไม่นำพา เพราะเป็นแต่เพียงคนที่ "ชอบเป็น"เท่านั้น ไม่ได้เป็นคน "ชอบทำ" ด้วย จึงทำให้ชีวิตต้องมีปัญหา
การหากินหาใช้เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การศึกษาเพื่อให้ได้ประโยชน์ในการทำมาหากินจึงควรเน้นในประเด็นที่ว่า ต้องหากินตามแบบ "คนที่มีคุณธรรม" เป็นสำคัญ การจะหาอย่างไร? หาเท่าไร? อยู่ที่ความเหมาะสมของตนเอง ไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร เพราะมาตรฐานและความเหมาะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ขอขอบคุณ คณะผู้จัดทำหนังสือ"โครงการพบกันครึ่งทาง"
|