<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

5 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>

อยากทำบุญสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
แม่ไปอยู่กับลูกสาวที่DOHA
สนุกตื่นเต้นในวันสงกรานต์
ไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุ
ภูมิต้านทานทุกข์
สงสารเศรษฐกิจไทย
เมื่อลูกกลับมาเที่ยวบ้าน
คำพ่อ คำแม่
รักลูกนะลูกรัก
ขออนุญาตลาพัก
นาฬิกาชีวิต
ชาวพุทธไม่เอาพุทธจรีงหรือ?
พุทธศาสนา
สาเหตุของความเจ็บป่วย
กิจกรรมในวันวิสาขะ
โอปนยิโกธรรม
เดินตามรอยเท้าพ่อ
อย่าให้ทุกข์ทับถมชีวิต
รู้ไว ไขชีวิต
ธรรมเป็นใหญ่
คุณค่าและความเหมาะสม
ที่สุดของความดี
จากใจพ่อ
ธรรมะของอาจารย์
ธรรมะทำให้ชีวิตดีขึ้น
กิเลส - อารมณ์
คนกับคน (2)
คนกับคน (1)
ความกตัญญูกตเวที
สองมือแม่
ข้อคิดที่ดี ๆ
เปิดหัวใจ 3
เปิดหัวใจให้ลูกรู้ (2)
เปิดหัวใจให้ลูกรู้
,มิตรแท้-มิตรเทียม
ชีวิตจะมีความสุข ถ้าทำงานด้วยความสุข
พ่อสอนลูกด้วยธรรมะ
จากลูกสาว ถึงพ่อและแม่






ธรรมเป็นใหญ่

                  ประเทศเป็นประชาธิปไตย  ประชาชนต้องถือธรรมเป็นใหญ่  ต้องเชิดชูธรรม

                  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  "เราถือธรรมเป็นใหญ่ เราเคารพธรรม"  และพระองค์ได้ตรัสถึงคุณสมบัติของผู้ที่ จะเป็นจักรพรรดิว่าเป็น ธรรมาธิปไตย คือถือธรรมเป็นใหญ่ ถือความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม และถือหลักการเป็นใหญ่

                   คำว่า "อธิปไตย" นั้น เวลานี้ต้องแยกว่ามีการใช้ใน 2 ความหมายคือ

                   1. ความหมายที่บัญญัติกันในสมัยปัจจุบัน หมายถึงระบอบการปกครองที่ใครเป็นใหญ่หรือเป็นเจ้าของอำนาจ เช่น ราชาธิปไตย ได้แก่ ระบอบการปกครองที่องค์ราชาหรือพระมหากษัตริย์เป็นใหญ่ เป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ  อภิชนาธิปไตย ได้แก่ ระบอบการปกครองที่กลุ่มคนชั้นสูงเป็นใหญ่  ประชาธิปไตย ได้แก่ ระบอบการปกครองที่ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นเจ้าของอำนาจตัดสินใจ คือเป็นเรื่องของรูปแบบหรือระบบแห่งกิจการของสังคม

                    2.  ความหมายเดิมซึ่งใช้ในหลักธรรม  หมายถึงคุณสมบัติหรือลักษณะท่าทีแห่งจิตใจและการปฏิบัติของบุคคล  ที่จะยึดถืออะไรเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญสูงสุดแก่สิ่งใด  เอาอะไรเป็นเกณท์ เป็นมาตรฐานในการตัดสินใจ และในการปฏิบัติจัดทำกิจการต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่ว ไปมี 3 อย่าง คือ.-

                    อัตตาธิไตย ถือตนเป็นใหญ่ เอาความพอใจชอบใจ ผลประโยชน์ เกียรติหรือศักดิ์ศรีของตนเป็นเกณท์ เอาความเคารพตัวเองเป็นใหญ่

                     โลกาธิไตย ถือโลกเป็นใหญ่ คือเอาความนิยมหรือกระแสสังคม เสียงชื่นชมยกย่อง  หลีกเลี่ยงคำนินทา หาแต่คำสรรเสริญ การจะได้รับคะแนนนิยมเป็นเกณท์

                      ธรรมาธิปไตย ถือธรรมเป็นใหญ่ คือยึดถือหลักการ เอาความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นไปตามเหตุล กฎกติกาและกฎหมายที่วางไว้เป็นหลัก เป็นเกณท์ตัดสิน

                       ทั้งหมดนี้ คุณสมบัติ ลักษณะทาที หรือเกณท์ตัดสินใจที่ดีที่สุด คือ "ธรรมาธิปไตย"

                       อธิปไตยใน 2 ความหมายนี้มาบรรจบกันตรงที่ว่า  ในระบบการปกครองใด ๆ ก็ตาม  บุคคลที่เป็นผู้ปกครองหรือเจ้าของอำนาจตัดสินใจนั้น  เป็นหัวใจที่จะทำให้การปกครองเกิดผลดีหรือผลร้าย  ให้การปกครองนั้นบรรลุวัตถุประสงค์แห่งการปกครองหรือไม่  ฉะนั้น ผู้ที่ปกครองหรือเจ้าของอำนาจปกครอง  ไม่ว่าในระบบใดก็ตาม  ควรจะต้องเป็นธรรมาธิปไตย เช่น

                        ในระบอบราชาธิปไตย องค์ราชาต้องเป็นธรรมาธิปไตย  ถ้าองค์ราชาเป็นธรรมาธิปไตย  ราชาธิปไตยนั้นก็เป็นราชาธิปไตยที่ดีที่สุดในจำพวกราชาธิปไตยด้วยกัน

                         ในระบอบประชาธิปไตย  ประชาชนแต่ละคนต้องเป็นธรรมาธิปไตย  ถ้าในสังคมใดประชาชนเป็นธรรมาธิปไตยกันมากที่สุด  ประชาธิไตยของสังคมนั้นก็เป็นประชาธิปไตยที่ดีที่สุดในบรรดาประชาธิปไตยทั้งหลาย

                          ถ้าประชาธิปไตยเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในบรรดาระบอบการปกครองทั้งหมด  ประชาธิปไตยของสังคมใด  มีประชาชนที่เป็นธรรมาธิปไตยมากที่สุด  เราก็จะได้ระบอบการปกครองที่ดีซึ่งเป็นที่สุดของที่สุด

                          ต้องย้ำว่า เวลานี้เรามีการปกครองระบอบประชาธิปไตย  ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาชนเป็นผู้ปกครอง หรือเป็นเจ้าของอำนาจในการปกครอง  ดังนั้น ประชาชนแต่ละคนจึงต้องเป็น "ธรรมาธิปไตย" คือถือธรรมเป็นใหญ่  หมายความว่าถือความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ถือหลักการและกฎกติกาเป็นใหญ่   เมื่อคนเป็นธรรมาธิปไตย  สังคมจึงจะเป็นประชาธิปไตยได้  และระบอบประชาธิปไตยจึงจะสำเร็จ  ทำอย่างไรจึงจะให้คนไทยเป็นธรรมาธิปไตย  เพราะปัจจุบันนี้สังคมไทยยังหาคนที่เป็นธรรมาธิไตยได้ยาก คือ ยังมัวหวังพึ่งเทพเจ้าหรือสิ่งดลบันดาลภายนอกทั้งหลาย ยังไม่มั่นใจในธรรม

                          คนไทยต้องเป็น"ไท"ซึ่งแปลว่า "อิสระ" คือเป็นใหญ่ในตัวเอง  ไทยจะเป็นไทได้ ไทยต้องชูธรรม  ถ้าไทยชูธรรม ไทยจะเป็น"ไท"ได้แท้จริง  หากไทยไม่ชูธรรม  ไทยก็อาจจะกลายเป็นทาส  อย่างน้อยเป็นทาสทางวัฒนธรรม  เป็นทาสที่รอรับความช่วยเหลือ  เป็นทาสในระบบแข่งขัน  เป็นทาสทางเศรษฐกิจ  เป็นทาสของผู้ผลิต  โดยเป็นนักบริโภคที่ต้องถูกเขาบันดาล ต้องถูกเขากำหนด  ไทยก็จะไม่เป็นอิสระแท้จริง

                          ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องมีความชัดเจนในหลักการของพระพุทธศาสนา  ถ้าเป็นพุทธศาสนิกชนจะต้องถือธรรมเป็นใหญ่  พระพุทธเจ้าเองก็ทรงถือธรรมเป็นใหญ่  ไม่มีอะไรใหญ่กว่าธรรม

                          คนที่ถือธรรมเป็นใหญ่ คือเป็นธรรมาธิปไตยนั้น  มีลักษณะสำคัญคือ.-

                          1. เป็นคนมีหลักการไม่เลื่อนลอยไหลไปตามกระแส เอาความจริง ความถูกต้อง ความดีงาม ความเป็นไปตามเหตุผล และกฎกติกาเป็นเกณท์ตัดสิน

                          2. ใช้ปัญญาและพัฒนาปัญญาอยู่เสมอ  เพื่อให้รู้เท่าทันข้อมูล  ความเป็นไปตามจริง และเพื่อให้รู้ให้เข้าใจ เข้าถึงหลักการ ความจริงความถูกต้องดีงาม และเหตุผลในเรื่องนั้น ๆ เพื่อให้สามารถรักษาหลักการ ความจริง ความถูกต้องไว้ได้

                          3. มีความจริงใจ บริสุทธิ์ใจ สุจริตใจในการใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินใจ ไม่เอนเอียงไปด้วยอคติ

                          4. รักธรรม รักความจริง ความถูกต้องดีงาม ทำอะไรมุ่งจะให้ถึงธรรมและเป็นไปตามธรรม มุ่งให้ได้ความจริง มุ่งให้เกิดความถูกต้องดีงาม จนข้ามพ้นความยึดถือในตัวตนไปได้ ให้ธรรมเป็นใหญ่เหนือแม้แต่เกียรติและศักดิ์ศรีของตน  และเพราะรักธรรม ทุ่งให้เกิดความเป็นธรรมนั้น  จึงเป็นคนที่พูดด้วยง่าย รับฟังข้อมูลและเหตุผล ไม่ดื้อรั้นในทิฐิ

                           ใน 4 ข้อนี้  ข้อสุดท้ายเป็นตัวตัดสินความเป็นธรรมาธิปไตย  แต่ในการปฏิบัติ จะขาด   3 ข้อแรกก็ไม่ได้ ต้องมีไว้ครบทั้งหมด.

หมายเหตุ.-

                 ไดอารี่ที่เขียนในวันนี้ ว่าด้วยการปกครอง ระบอบการปกครองด้วยหลักธรรม  จึงควรอ่านให้เข้าใจแต่ละถ้อยคำในเชิงวิชาการ  บางท่านอาจจะเข้าใจว่าเป็นการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายในขณะนี้  เพราะอาจเห็นคำต่างๆที่ลงท้ายด้วย....ธิปไตย เป็นเรื่องการเมืองที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในเวลานี้  

                  ในสมัยก่อนที่ผู้เขียนเป็นเด็กนักเรียนก็เคยเรียนในวิชา "หน้าที่พลเมืองดี"(ไม่รู้สมัยนี้จะมีเรียนหรือไม่?)เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คนไทยมีสิทธิและหน้าที่จะต้องทำอะไรบ้าง?

                   ในเนื้อหาดังกล่าวข้างต้นว่าด้วยการปกครองในหลักธรรมะ   ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับการปกครองของสังคมต่าง ๆ ทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน เป็นต้น

                   ต้องขออภัยที่ทำให้บางท่านคิดว่าเป็นกล่าวถึงเรื่องการเมืองในสถานการณ์ขณะนี้

ที่มา.- หนังสือ "ธรรมกับไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน"ของท่านพระธรรมปิฏก(ป.อ.ปยุตฺโต)(สมณศักดิ์ของท่านเจ้าคุณในขณะนั้น)

Posted on Sat 19 May 2007 21:10


 
สวัสดีค่ะคุงพ่อ
สบายดีมั้ยค่ะ
ส่วนหนูก็สบายดีค่ะ
คุงพ่อได้เข้าไปดูในไดหนูมั้งป่ะค่ะ
หนูเอารูปวันชาติของนอเวย์ที่นี่ไปลงค่ะ
ว่างๆคุงพ่อก็เข้าไปดูได้น่ะค่ะมีแต่รูปสวยๆทั้งนั้นเลยค่ะ
   
Sun 20 May 2007 15:36 [9]

หนูติดตามอ่านไดของคุณพ่อคุณแม่มาตั้งแต่ต้นแต่ยังไม่mentวันนี้เลยถือโอกาสมาบอกว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นน่ารักมากๆ อ่านแล้วน้ำตาไหลพราก คิดถึงคุณพ่อคุณแม่ที่บ้านเลยค่ะ
ฟูกลม   
Sun 20 May 2007 13:20 [8]

แวะมาเยี่ยมค่ะ..สบายดีไหมคะ.
ช่วงวันหยุดไปเที่ยวไหนบ้าง....
แม่ก้อยค่ะ   
Sun 20 May 2007 10:11 [7]

แอบแวะมาเยี่ยมคุณพ่อนะค่ะช่วงนี้งานยุ่งมากอ่ะค่ะ เลยไม่ค่อยได้เขียนไดอารี แต่แวะมาอ่านของคุณพ่อเสมอๆนะค่ะ รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
piggie   
Sat 19 May 2007 22:28 [6]

คงจะเข้าใจผิดกัน ไดอารี่หน้านี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ทีแรกก็คิดเหมือนกันว่าจะเข้าใจกันในแง่นี้ เพราะทุกไดอารีที่คนเข้าไปอ่าน ก็อ่านในลักษณะผ่านผ่านไปเท่านั้น
ถ้าเข้าใจในเนื้อหาแล้ว จะเห็นในเชิงลึกว่า ใช้ได้กับที่บ้าน ที่ทำงาน เช่นพ่อแม่ปกครองหรือดูแลลูก เจ้านายปกครองลูกน้อง ด้วยสติปัญญา ด้วยความเมตตา ด้วยความดีงาม ไม่เอาอำนาจหรืออารมณ์ของตนเองเป็นใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากทำให้มีการเข้าใจผิดในเนื่อหาและเจตนาของผู้เขียน ก็ต้องขออภัยด้วย
   
Sat 19 May 2007 17:57 [5]

อิอิ...

ที่บ้านอุ๊นะ...อยู่กันแค่ 2 คน

พอพูดเรื่องการเมืองกับเรื่องศาสนา

เป็นต้องไม่ลงรอยกันทุ๊กที

คิดถึงนะค่ะ
ฝากความคิดถึงไปให้พี่นุ้ยด้วยนะค่า
   
Sat 19 May 2007 16:22 [4]

อิ อิ คุณพ่อขา วันนี้นู๋ขอไม่คอมเม้นต์ค่า

เรื่องการเมือง ปวดหัวค่า
  
Sat 19 May 2007 13:44 [3]

ตัวอย่างสอนใจ
สังคมทยในปัจจุบันเปรียบเหมือนไก่ในเข่ง มองไปทางไหนก็กระทบกระทั่งกัน จิกตีกันวุ่นวาย ในที่สุดก็ไปขึ้นเขียงตายด้วยกันหมด
   
Sat 19 May 2007 12:04 [2]

นักปกครอง เมื่อปฏิบัติหน้าที่ พึงเว้นควาลำเอียง หรือความประพฤติที่คลาดเคลื่อนจากธรรม 4 ประการ
1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ
2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
3. โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลงหรือ
เขลา
4. ภยาคติ ลำเอียงเพราะขลาดกลัว
   
Sat 19 May 2007 12:00 [1]


 

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง