โอปนยิโกธรรม
น้องนุ้ยลูกพ่อ
วันนี้เรามาคุยกันในหัวข้อเรื่อง โอปนยิโกธรรม ซึ่งนำส่วนหนึ่งของการเทศนาธรรมของ พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เจ้าอาวาสวัดป่าสุนันทวนาราม จังหวัดกาญจนบุรี มาให้ลูกอ่าน เพื่อน้อมเข้ามาพัฒนาตัวเอง บำเพ็ญความดี เพื่อให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง
โอปนยิโก คือการน้อมเข้าสู่ใจ เป็นกระบวนการของจิตที่พิจารณาตามกระแสของอริยสัจ 4 หรือ "ปฏิจจสมุปบาท" ปฏิจจสมุปบาท นี่ให้ทบทวนบ่อยๆ ตั้งแต่ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส คอยตั้งสติทวนกระแสของปฏิจจสมุปบาทไม่ให้ไหลไปตามวัฏฏสงสาร ตั้งสติได้ตรงไหน เมื่อไร ก็ทวนกระแสเมื่อนั้น ตรงนั้น
คนเราถ้ามีโอปนยิโกธรรม จิตใจก็เป็นธรรมคุณ เป็นจิตใจที่มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อใจเป็นธรรม เห็นอะไรๆ ก็โอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ใจ เช่นธรรมดาเมื่อเห็รรูปด้วยตา บางทีเห็นว่ารูปนั้นสวย จิตก็ปรุงไป เกิดราคะ เกิดความยินดี พอใจ อยากได้เป็นของเรา
ทีนี้ถ้าใจของเราเป็นธรรมแล้ว พอเห็นรูปสวยก็โอปนยิโก น้อมเข้ามาดูกาย พิจารณากาย เห็นกายตามความเป็นจริงว่าเป็นอย่างไร พิจารณาตั้งแต่เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังของตนเอง หรือพิจารณาข้างในกายว่า มีกระดูกบ้าง เลือดบ้าง น้ำเหลืองน้ำหนองบ้าง ตามความจริงแล้ว จะเห็นว่าร่างกายของมนุษย์นี้ล้วนเป็นปฏิกูล ของเน่าเปื่อย สกปรกเหมือนกันทั้งหมด เห็นเป็นอสุภะบ้าง เป็นธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟบ้าง ทำให้สามารถระงับราคะ ระงับตัณหา คือ ความยินดีรักใคร่ในรูปลงเสียได้ หรือถ้าเห็นรูปไม่สวย เห็นใครทำอะไรน่าเกลียด ก็โอปนยิโก พิจารณาว่าลักษณะอย่างนี้น่าเกลียดจริงๆ ไม่น่าศรัทธาเลย เราก็ดูว่า เรามีลักกษณะอย่างนี้บ้างหรือไม่ เราต้องรีบตั้งสติเตือนตัวเองว่า ลักษณะอย่างนี้ไม่น่าทำ ไม่ควรทำ น้อมเข้ามาดูตัวเอง พัฒนาตัวเอง ไม่คิดฟุ้งซ่าน ไม่คิดอัตตาตัวตนว่าเขาว่าเรา เขาไม่น่าเป็นคนอย่างนั้น เขาไม่น่าทำอย่างนั้น คิดอะไรๆ ไปสารพัดอย่าง ยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดกิเลส
เสียงที่ได้ยินทางหูก็เหมือนกัน ใครพูดน่าเกลียด คำนินทา หรือดูหมิ่น ดูถูก ใครด่าเรา พูดไม่ถูกใจเรา เราเกิดความไม่พอใจ เกิดความไม่สบายใจ เมื่อใจเป็น"ธรรม"แล้วจะยกขึ้นพิจารณาทันทีว่า ความไม่พอใจเกิดเพราะอะไร สาวหาสาเหตุ เหตุก็อยู่ที่ใจ เราจะเห็นกิเลสตัณหาที่ใจของเราเอง จะพบว่าทุกข์อยู่ที่ใจของเราเอง เหตุก็อยู่ที่ใจของเรานี่แหละ คำพูดของเขา การกระทำของเขาเป็นเพียง ปัจจัย
เราควรพิจารณาเหตุผลและปัจจัย พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อทุกข์เกิดขึ้นให้ระงับเหตุ "ตัณหา"เป็นเหตุ "ทุกข์"เป็นผล "คำนินทา"เป็นปัจจัย ไม่ใช่ไปเปลี่ยนปัจจัย ไม่ให้เขาพูด ไม่ให้เขาทำ พระพุทธองค์ไม่ให้สนใจปัจจัย ไม่ให้สนใจที่คนอื่นมากนัก เพราะเราจะไปแก้คนอื่นทั้งโลกเพื่อให้เขาทุกคนทำทุกอย่างให้เราพอใจ ให้เราสบายใจไม่ได้ ต้องแก้ที่ใจเรา แก้ที่ตัวเรา แก้ที่ความคิดของเราเอง อย่าไปเสียเวลากล่าวโทษและพยายามแก้ไขที่คนอื่นเลย นี่เป็นการเข้าใจตามอริยสัจสี่ เป็น"โอปนยิโก"
แม้แต่พระพุทธเจ้าผู้ทรงพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสัตว์โลกถึงปานนั้นก็ยังไม่พ้นคนนินทา และพระองค์อาจจะเป็นผู้หนึ่งที่ถูกนินทามากที่สุดในโลกก็ได้
ฉะนั้นการที่เราถูกนินทาจึงเป็นเรื่องธรรมดา สำหรับผู้ที่ทำงานรับผิดชอบมาก มีหน้าที่การงานสูง ยิ่งจะต้องถูกนินทามากขึ้นเป็นธรรมดา
เมื่อเขานินทาว่าเรา เราก็รับฟังด้วยใจเป็นกลาง และพิจารณาดูว่า เราไม่ดี หรือทำผิดตามที่เขาพูดหรือนินทาหรือเปล่า แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเราไม่ได้ผิดหรือทำไม่ดีตามที่เขาพูดเขานินทาก็เมตตาสงสารเขา ไม่ต้องโกรธเขา "สิขีภูโต" เอาตนเป็นพยานของตน
แม้ว่ารอบด้านจะนินทาเรา ถ้าเราไม่ผิด ปกติเราจะทุกข์มาก ทำใจไม่ได้ เพราะไม่เชื่อธรรมะ เชื่อคำพูดคนอื่น
ถ้าใจเป็นธรรมะจริงๆ เราก็ไม่หวั่นไหว ไม่เสียใจ ให้น้อมเข้ามาดูใจเราว่า เรายังทุกข์ยังโกรธเขาอยู่หรือเปล่า
ถ้ายังทุกข์อยู่ก็พยายามระงับเหตุ คือตัณหาอุปาทานที่ใจเรา "ทุกข์"เกิดเพราะเหตุ"ปัจจัย"พอดีกัน
ถ้าเราระงับเหตุได้ ถึงแม้จะยังมีปัจจัย คือยังมีคำนินทาอยู่ เราก็ไม่เป็นทุกข์ ถ้ารักษากาย วาจา ใจให้เรียบร้อยได้ ศีลจะยิ่งสมบูรณ์ขึ้น ทำใจเฉยได้ เรียกว่าศีลเป็นปกติ กาย วาจา จิตเรียบร้อย
ศีลหนักแน่นเหมือนศิลา ถูกนินทาด่าว่าก็ไจเฉยได้ ใจเป็นศีล
สอนใจตัวเองด้วยคำสอนง่ายๆว่า
"ชอบหรือไม่ชอบ อย่ายึดมั่นถือมั่น"
พยายามจับความรู้สึกแล้วก็ปล่อย
หรือเมื่อทุกข์เกิดแล้ว ก็น้อมเข้ามาดูใจตัวเอง สาวหาสาเหตุของทุกข์ตาม"ปฏิจจสมุปบาท"หรืออริยสัจสี่ ก็จะพบตัณหาอุปาทาน ให้พยายามทวนกระแสปฏิจจสมุปบาท เพื่อระงับเหตุ คือตัณหาอุปาทาน ทุกข์ทั้งหลายก็จะดับไป
การทวนกระแสนี้คือ การดำเนินตามมรรค จึงควรที่เราจะพยายามตั้งมรรคตลอดเวลา
วันนี้ก็ขอจบเพียงเท่านี้
อ่านจบแล้ว ถ้าลูก
มีเวลาก็อย่าลืมสวดแผ่ส่วนกุศล กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร และแผ่เมตตาให้ตัวเองด้วย
ขอให้ลูกและทุกๆคนจงโชคดีและชนะภัยพาลทั้งหลายทั้งปวง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ยังไช้ได้เสมอนะลูก
|