คำพ่อ คำแม่
วันนี้ก็ใกล้จะเปลี่ยนศักราชใหม่ เป็นช่วงของการอำลาปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ พ่อจึงขอนำเอาบทความบางตอนจากหนังสือคำพ่อ คำแม่ ซึ่งเรียบเรียงโดย ท่านเจ้าพระคุณ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัฯฑิต) มาให้อ่านเพื่อเป็นของขวัญวันปีใหม่ ๒๕๕๑ ซึ่งจะนำมาให้อ่านกันเพียงสองเรื่องดังนี้
น้ำใจมีค่ากว่าเงิน
เมื่อลูกไปรับราชการหรือไปรับจ้างเขาทำงานอะไรก็ตาม ก็จงทำงานนั้นให้เต็มที่เต็มกำลังสามารถ ให้คุ้มกับเงินเดือนหรือค่าจ้างของเขา หากจะทำให้เกินกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างนั้นได้ก็ยิ่งดี อย่าทำงานเพียงเพื่อให้ได้เงินอย่างเดียว อย่าคิดแต่เพียงให้งานเสร็จๆไปเท่านั้น ควรทำงานเพื่อให้ได้งานที่ดีด้วย จึงจะเหมาะสม คนเราควรเป็นคนมีน้ำใจ อย่าเป็นคนแล้งน้ำใจ
คนที่ทำงานเกินค่าของเงินตอบแทนด้วยความเต็มใจ แสดงถึงจิตใจที่ไม่เอารัดเอาเปรียบเขา แม้จะเสียเวลาอีกนิด แต่งานออกมาดี มันจะเป็นความภาคภูมิใจของเราเอง ความภาคภูมิใจอย่างนี้แหละที่จะหล่อเลี้ยงหัวใจของเราให้ชุ่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ซึ่งไม่อาจซื้อหาได้จากไหน นอกจากจะได้จากความมีน้ำใจของเราเอง เมื่อใจมีน้ำใจ ใจก็มีน้ำหล่อเลี้ยงให้ชุ่มชื้น มันก็มีแค่นี้แหละ ผิดกับคนที่แล้งน้ำใจ นอกจากจะไม่มีสิ่งที่ภาคภูมิใจแล้ว จิตใจของเขาจะแห้งผากเหมือนนาที่แล้งน้ำ ขอให้ลูกฝึกความเป็นคนมีน้ำใจเข้าไว้เถิดลูก เรื่องอย่างนี้อย่าถือว่าเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ให้ถือว่าเป็นเรื่องของน้ำใจที่จะพึงมีให้แก่กัน เพื่อจะทำงานด้วยกันนานาๆ ในที่สุดแล้วน้ำใจย่อมมีค่าว่าน้ำเงินนะลูก
เพื่อนแท้ตลอดชีวิต
ลูกเคยคิดไหมว่าเพื่อนที่ดีที่สุดของคนเราคือหนังสือ หนังสือเป็นเพื่อนเราได้ตลอดเวลา ไม่ว่ายามสุข ยามทุกข์ ยามเศร้าโศก หรือยามเหงา ติดตามเราไปได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะในป่าในเขาหรือในท้องทะเล จนที่สุดแม้ในห้องนอน ไม่ว่าลูกจะเป็นอะไรอยู่ที่ไหน ลูกอย่าทิ้งหนังสือ ทิ้งหนังสือก็เท่ากับทิ้งเพื่อนที่ดีที่สุด พยายามอ่านหนังสือให้มากๆ อ่านหนังสืออะไรก็ได้ หนังสือเป็นเหมือนแผนที่ชี้ทางให้เราเดินได้ถูกและตรง อ่านหนังสือมากก็จะมีแผนที่สำหรับดำเนินชีวิตมาก เพราะหนังสือก็คือสมองของคนเขียนซึ่งเขากลั่นกรองมาดีแล้ว อ่านหนังสือมากเล่มเท่าไร ก็เท่ากับมีเพื่อนมากเท่านั้น เท่ากับได้เพิ่มสมองของคนเขียนเข้ามาไว้ในตัวเรามากเท่านั้น ยามที่เราว่าง ยามที่เราเหงา ยามที่เราต้องการเพื่อนคิดเพื่อนคุย ก็จงเลือกหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน จะช่วยเราได้มาก หนังสือดีเล่มหนึ่งเท่ากับเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง ส่วนสิ่งพิมพ์ซึ่งมิใช่หนังสือนั้นเราก็ควรอ่าน แต่เมื่ออ่านแล้วเราก็ใช้สติปัญญาของเราพิจารณาดูว่าจะเชื่อตามคนเขียนหรือไม่อย่างไร เพราะคนเขียนก็มีหลายระดับ มัความรู้และความคิดแตกต่างกันไป มีเจตนาแตกต่างกันไป ที่เราควรพิจารณาให้มากก็คือเรื่องที่คนเขียนมีเวลาน้อย มีข้อมูลน้อย ข้อมมูลไม่ดีพอ หรือต้องรีบเขียนเพื่อให้เสร็จไปวันๆ อย่างนี้โอกาสที่จะผิดพลาดมีมาก เราก็ต้องกรองเอาเอง จับสาระแก่นสารของเรื่องให้ดี อย่าเชื่อไปเสียทุกเรื่อง แต่ก็อย่าปฏิเสธไปเสียทุกเรื่อง
พ่อก็หวังว่าบทความดังกล่าวข้างต้นซึ่งนำมาจากหนังสือ คำพ่อ คำแม่ ของท่านเจ้าคุณ พระธรรมกิตติวงศ์ คงเป็นของขวัญที่ดีชิ้นหนึ่งแก่ลูกๆในไดอารี่นี้ทุกคน ซึ่งแม้ว่าคำแนะนำหรือคำสอนที่นำมาอ่านกันนี้ โดยมากจะมีอยู่ในตัวของลูกๆทุกคนเป็นส่วนใหญ่แล้ว เพราะทุกคนเป็นคนดี และพ่อก็ชื่นชมในความดีมีน้ำใจของทุกคน ในวันขึ้นปีใหม่ 2551 นี้ ก็อวยพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย คุณบิดามารดา และความดีที่ทุกคนได้ทำไว้คลอดปี 2550 จงดลบันดาลให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง จงประสบความสำเร็จสมปรารถนาในสิ่งที่ดีทุกประการด้วยลาภ ยศ ทรัพย์สิน เงินทองตลอดชั่วนิจนิรันดร์
ขอให้โชคดี ขอให้ร่ำรวยทุกคน
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๑ |