สงสารเศรษฐกิจไทย
น้องนุ้ยลูกรัก อีกไม่กี่วันลูกจะต้องบินไปนิวยอร์คในตำแหน่งใหม่ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ขณะที่อัพไดฯที่กรุงเทพฯกำลังฝนตกอยู่ เมื่อวานนี้ฝนก็ตกในเวลาบ่ายเหมือนกัน ดินฟ้าอากาศค่อนข้างจะแปรปรวน วันนี้พอมีเวลาบ้าง และได้อ่านพบในคอลัมน์หน้าต่างโลกที่เขียนเกี่ยวเมืองใหม่ในไซ่ง่อน ทำให้สะท้อนใจเมื่อพ่อหันมามองเศรษฐกิจของประเทศไทย
ตั้งแต่ประเทศไทยมีการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เศรษฐกิจของไทยจมดิ่งอย่างรวดเร็ว จนอยู่ในระดับที่เรียกว่า "วิกฤติ" ต่างชาติย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านกันหมด ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้โชคดีและได้โอกาสพัฒนาประเทศกันอย่างจริงจังและรวดเร็ว วันนี้จะขอกล่าวถึงประเทศเวียตนาม
เวียตนามประกาศเลิกตามแบบเสรษฐกิจของอดีตสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 2529 ช่วงแรกของการปฏิรูปนานกว่า 10 ปี ยังไม่ก่อเกิดผลอะไรมากนัก แต่ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินทุนต่างประเทศไหลเข้าเวียตนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นมากมายในเวียตนามโดยเฉพาะ "โฮจิมินต์ซิตี้" อดีตเมืองไซ่ง่อน เมืองใหญที่สุดของประเทศ มีพลเมืองราว 8 ล้านคน ความเจริญแผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะพื้นที่หนองน้ำตอนใต้แถบปากแม่น้ำไซ่ง่อน พรรคคอมมิวนิสต์กำหนดให้เป็นเขตสร้างเมืองใหม่ชื่อ "ผู่ มาย ฮัง" หรือ "ไซ่ง่อนใต้"
ถนนสร้างใหม่เรียบสนิท กว้างขวางไม่เหลือเค้าเวียตนามในอดีต สิ่งก่อสร้างต่างๆ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารผุดขึ้นยิ่งกว่าดอกเห็ด ก่อนหน้านี้ นักลงทุนชาวเวียตนามมักลงทุนกันในตลาดหุ้น แต่ช่วงปีที่ผ่านมา นักลงทุนท้องถิ่นเหล่านี้เปลี่ยนแนวทางหันไปซื้อสังหริมทรัพย์หวังเก็งกำไรกัน บริษัทอสังหริมทรัพย์ต่างชาติบุกตลาดเข้าไปในไซ่ง่อนใต้ จนทำให้ที่ดินพุ่งพรวดจาก 1,350 ดอลล่าร์/ตารางเมตร เป็น 2,700 ดอลล่าร์/ตารางเมตร แม้จะมีคำเตือนให้ระวังฟองสบู่แตกเหมือนชาติเพื่อนบ้าน แต่ก็หยุดยั้งความกล้าได้กล้าเสียของนักลงทุนไม่อยู่
ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหริมทรัพย์ชี้เฉพาะปีนี้ตลาดอสังหริมทรัพย์ในเขตนครโฮจิมินต์จะเติบโตมากถึง 20-30% ผนวกการเริ่มโครงการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายแรกเชื่อมกลางเมืองกับย่านเมืองใหม่ระยะทาง 19.7 กม. ไปเมื่อ 21 กพ.ที่ผ่านมา ผู้คนและนักลงทุนยิ่งตื่นเต้น แม้กำหนดการสร้างรถไฟจะแล้วเสร็จในปี 2557
ถ้าลูกยังจำได้ พ่อได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อปีที่แล้ว ประเทศเวียตนามได้เป็นผู้ส่งข้าวออกมากที่สุดในโลก รัฐบาลเวียตนามฉลองความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ แต่รัฐบาลของ พลเอก สุรยุทธ ปิดเงียบไม่ให้คนไทยรู้ในเรื่องนี้ แม้การขอกู้เงินกับ"เจบิก"ของญี่ปุ่นเพื่อนำมาสร้างรถไฟสายสีม่วง ก็ถูกทางเจบิกปฏิเสธขอเลื่อนการอนุมัติตลอดมา พอไทยมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทางญี่ปุ่นแจ้งมาว่าอนุมัติให้เบิกเงินงวดแรกในเดือน เม.ย.เป็นจำนวนเงิน หนึ่งหมื่นห้าพันล้านบาท และยังพร้อมที่จะอนุมัติเงินก้อนใหญ่ให้รัฐบาลไทยเพื่อขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2
รู้แบบนี้แล้วรู้สึกสงสารประเทศไทยจริงๆ ที่เศรษฐกิจไทยต้องย่อยยับอัปปางด้วยน้ำมือคนบางกลุ่มด้วยระยะเวลาเพียง 16 เดือน |